<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>LordBSD &#187; ยาหยอดตา</title>
	<atom:link href="http://www.lordbsd.net/post/category/hoax-inspector/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.lordbsd.net</link>
	<description>Blog พี่โต ความรู้รอบตัว เขียนจากใจ แนว cult (เฉพาะกลุ่ม)</description>
	<lastBuildDate>Wed, 28 Jul 2010 23:16:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>เรื่องของมันฝรั่ง GMO ต่อต้านเพื่อยาฆ่าแมลง</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/anti_gmo_for_what/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/anti_gmo_for_what/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 15:11:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=917</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ดูสารคดี เขาบอกว่า แมคโดนัล และมันฝรั่งทอดหลายยี่ห้อ ใช้มันฝรั่งพันธุ์เดียวกันหมด *0* ปลูกในไอดาโฮ เป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด และเป็นสินค้าหลักของแมคโดนัล ก็ว่าได้อ่ะนะ *0* ซึ่งชาวไร่ จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากมันฝรั่งเหล่านี้น่ะ อ่อนไหวต่อโรคมาก แต่เขาก็บอกว่า เขาเองก็พยายามใช้เท่าที่จำเป็น แต่สรุปว่า ยังไงก็ต้องใช้ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่ารา จริงๆไม่อยากจะใช้หรอก ของพวกนี้มันเป็นต้นทุน กำไรนิดเดียวเท่านั้นเอง เวลาผ่านไป 1995 มีการตัดต่อพันธุกรรมให้พืชเหล่านี้ *0* เนื่องจากศัตรูทางธรรมชาติของมันฝรั่ง คือด้วงมันฝรั่งน่ะเอง ซึ่งด้วงนี้น่ะมันแพ้ทางโปรตีนชื่อ บีที หากกินเข้าไป อาหารจะไม่ย่อย ก็เลยต้องลาโลก แต่มันไม่มีผลกับคน เขาจึง&#8230;เอาพันธุกรรมนี้ฝังไปในมันฝรั่งชั้นเทพ เพื่อจะได้ลดยาฆ่าแมลง และลดต้นทุนด้วย ขายได้ 2 ปี โรงงานผลิตยาฆ่าแมลงก็ประท้วงมัง เลยปล่อยข่าว เพื่อต่อต้าน GMO เหล่านี้ *0* ทำให้ผู้บริโภคหูเบาหลายท่าน เหอๆ ไปประท้วงแมคโดนัล ทำให้แมคโดนัลต้องบอกไม่รับ มันฝรั่งพันธุ์พิเศษเหล่านั้น พวกเราก็ต้องแฎกมันฝรั่ง ที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงต่อไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ดูสารคดี เขาบอกว่า แมคโดนัล และมันฝรั่งทอดหลายยี่ห้อ ใช้มันฝรั่งพันธุ์เดียวกันหมด *0* ปลูกในไอดาโฮ เป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด และเป็นสินค้าหลักของแมคโดนัล ก็ว่าได้อ่ะนะ *0*</p>
<p>ซึ่งชาวไร่ จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากมันฝรั่งเหล่านี้น่ะ อ่อนไหวต่อโรคมาก แต่เขาก็บอกว่า เขาเองก็พยายามใช้เท่าที่จำเป็น แต่สรุปว่า ยังไงก็ต้องใช้ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่ารา จริงๆไม่อยากจะใช้หรอก ของพวกนี้มันเป็นต้นทุน กำไรนิดเดียวเท่านั้นเอง</p>
<p>เวลาผ่านไป 1995 มีการตัดต่อพันธุกรรมให้พืชเหล่านี้ *0* เนื่องจากศัตรูทางธรรมชาติของมันฝรั่ง คือด้วงมันฝรั่งน่ะเอง ซึ่งด้วงนี้น่ะมันแพ้ทางโปรตีนชื่อ บีที หากกินเข้าไป อาหารจะไม่ย่อย ก็เลยต้องลาโลก แต่มันไม่มีผลกับคน</p>
<p><span style="font-size: large;">เขาจึง&#8230;เอาพันธุกรรมนี้ฝังไปในมันฝรั่งชั้นเทพ เพื่อจะได้ลดยาฆ่าแมลง<br />
</span></p>
<p>และลดต้นทุนด้วย ขายได้ 2 ปี โรงงานผลิตยาฆ่าแมลงก็ประท้วงมัง เลยปล่อยข่าว เพื่อต่อต้าน GMO เหล่านี้ *0* ทำให้ผู้บริโภคหูเบาหลายท่าน เหอๆ ไปประท้วงแมคโดนัล</p>
<p>ทำให้แมคโดนัลต้องบอกไม่รับ มันฝรั่งพันธุ์พิเศษเหล่านั้น <span style="text-decoration: underline;">พวกเราก็ต้องแฎกมันฝรั่ง ที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงต่อไป </span>*0* ผู้บริโภค จงเจริญ</p>
<p>จึงเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้อีกว่า ก่อนจะเชื่ออะไร ชั่งใจกันสักนิดนะเธอว์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/anti_gmo_for_what/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มีเจ๊คนนึง เขาไม่รู้ว่าคนจะบวชต้องตรวจโรคนะเธอว์</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/jae-mai-roo/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/jae-mai-roo/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 09:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>
		<category><![CDATA[อุทาหรณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=912</guid>
		<description><![CDATA[จากบทความเรื่อง คำแนะนำเรื่องการตรวจเลือดหา anti HIVในโครงการบวชพระ 100,000 รูป เข้าพรรษา ซึ่งอยู่ในเว็บนี้น่ะเธอว์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278335897&#38;grpid=&#38;catid=04 เพราะความไม่รู้ แพทย์หญิงเธอว์คนนี้ เธอว์มีกรุณาต่อผู้ป่วยเอดส์มาก อยากให้เขาเหล่านั้นมีความสุข โดยเฉพาะเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่เนี่ย ขอให้เป็นเอดส์เถอะ รักจังว์ อยากให้เด็กเหล่านั้นมีความสุข ซึ่งเธอว์เข้าใจว่า การที่ต้องตรวจเอดส์ ว่าที่พระนั้น เป็นการกีดกัน *0* ก็เลยรู้เท่าไม่ถึงการ เขียนลงมติชนซะงั้น (ไปถามพระมาหรือยังล่ะเจ๊ ว่าเป็นเอดส์บวชได้ไหม) อาการที่ ไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วเสียงดังจัง เขาเรียกว่าโวยวายหรือเปล่านะ จริงๆเจ๊เธอเป็นคนจิตใจดีนะ เสียที่ว่า วู่วามโวยวายไปนิดนึงเท่านั้นเอง ใจเย็นกว่านี้ จะน่ารักขึ้น เรื่องถึงเถระสมาคม เอาล่ะ แต่ทางเถระสมาคม (เถระสมาคมเลยนะเธอว์) มีจดหมายแจ้งมา -*- เขาโวยวายออกหนังสือพิมพ์ แต่การแจ้งบอกชาวบ้าน กลับต้องใช้ Forward mail คิดดูละกัน เหอๆ เถระสมาคมเขาแจ้งมาว่า จะบวชพระ มีกฏของพระห้ามไว้ เรื่องโรคร้าย และเอดส์เนี่ย มันก็เกี่ยวกับเลือด ซึ่งพระต้องปลงผมทุก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากบทความเรื่อง <strong>คำแนะนำเรื่องการตรวจเลือดหา anti HIVในโครงการบวชพระ 100,000 รูป เข้าพรรษา</strong> ซึ่งอยู่ในเว็บนี้น่ะเธอว์</p>
<p><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278335897&amp;grpid=&amp;catid=04">http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278335897&amp;grpid=&amp;catid=04</a></p>
<h2>เพราะความไม่รู้</h2>
<p>แพทย์หญิงเธอว์คนนี้ เธอว์มีกรุณาต่อผู้ป่วยเอดส์มาก อยากให้เขาเหล่านั้นมีความสุข โดยเฉพาะเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่เนี่ย ขอให้เป็นเอดส์เถอะ รักจังว์ อยากให้เด็กเหล่านั้นมีความสุข</p>
<p>ซึ่งเธอว์เข้าใจว่า การที่ต้องตรวจเอดส์ ว่าที่พระนั้น เป็นการกีดกัน *0* ก็เลยรู้เท่าไม่ถึงการ เขียนลงมติชนซะงั้น (ไปถามพระมาหรือยังล่ะเจ๊ ว่าเป็นเอดส์บวชได้ไหม)</p>
<p>อาการที่ ไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วเสียงดังจัง เขาเรียกว่าโวยวายหรือเปล่านะ จริงๆเจ๊เธอเป็นคนจิตใจดีนะ เสียที่ว่า วู่วามโวยวายไปนิดนึงเท่านั้นเอง ใจเย็นกว่านี้ จะน่ารักขึ้น</p>
<h2><span id="more-912"></span>เรื่องถึงเถระสมาคม</h2>
<p>เอาล่ะ แต่ทางเถระสมาคม (เถระสมาคมเลยนะเธอว์) มีจดหมายแจ้งมา -*- เขาโวยวายออกหนังสือพิมพ์ แต่การแจ้งบอกชาวบ้าน กลับต้องใช้ Forward mail คิดดูละกัน เหอๆ</p>
<p><strong><span style="font-size: medium;">เถระสมาคมเขาแจ้งมาว่า จะบวชพระ มีกฏของพระห้ามไว้ เรื่องโรคร้าย </span></strong>และเอดส์เนี่ย มันก็เกี่ยวกับเลือด ซึ่งพระต้องปลงผมทุก 15 วัน มันก็เสี่ยงมากๆ ว่าเอดส์จะระบาด เพราะมีดโกนปลงเสร็จ วางมั่วๆ คนอื่นใช้ต่อไม่รู้เรื่อง ก็ซวยไป *0*</p>
<p>หากหมอจะรู้เรื่องสักนิด ช่วยถามผู้รู้ ก่อนจะเขียนอะไรลงไปด้วยก็ดีจ้า จะได้สมบูรณ์แบบ เป็น perfect woman มากขึ้นน่ะ ไม่งั้นเสียชื่อนะเธอว์ โดนคนเขาตำหนิเอาได้</p>
<p>สำหรับท่าน ที่พลาดท่าเสียที ติดเอดส์ไปแล้ว ก็ต้องไปรักษาให้หาย ถึงจะบวชได้ *0* (จะหายไหมนั่น) ซึ่งอนาคตอาจจะรักษาหายได้ แต่ตอนนี้ยังเป็นอยู่ ก็รอไปก่อน รอไม่ไหวก็ต้องรอ เหอๆ เมื่อเกิดใหม่ หากบุญเก่ายังมีก็ค่อยมาบวช สำหรับท่านที่ยังไม่เป็นเอดส์ ก็อย่าเพิ่งเป็นนะ ให้รีบบวชเสียก่อนนะครับ บวชแล้วค่อยไปเป็นเอดส์ก็ได้ เอดส์มันเป็นง่าย แค่ไปมั่ว&#8230;.ก็ได้แล้ว แต่บวชเนี่ยมันยากนะเธอว์ ข้อบังคับเยอะ และยากที่ใจอีกด้วย นอนแอร์สบายๆ จะมานอนลำบาก กินลำบาก อยู่ลำบาก ไม่ง่ายเลยน่ะ (แน่นอน ไปเปนสิ่งที่มนุษย์กราบไหว้ ย่อมยากกว่า ไปเป็นสิ่งที่คนเขาดูถูกดูแคลน)</p>
<p>สรุปเลยล่ะกัน หากเราไม่รู้สิ่งใด อย่าริโวยวาย เด๋วจะเหมือนหมอ&#8230;.ดีนะที่เป็นพระ พระให้อภัยเสมอ ถ้าโครงการอื่น เขาด่ากลับ ยับไปเลยล่ะ ผู้รู้ในเน็ตมีเยอะ google ไปเลยนะเธอว์</p>
<h2>ต้นฉบับจดหมาย</h2>
<p>วัน พฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553<br />
<strong><em>มติ มหาเถรสมาคมเข้าประชุมปรึกษาหารือเรื่อง การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้ที่ต้องการอุปสมบท</em></strong></p>
<p>ในการประชุม มหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๘/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกรณี แพทย์หญิงประคอง วิทยาศัย ร้องเรียนว่า ได้พบปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่ต้องการอุปสมบท ซึ่งต้องตรวจโลหิตเพื่อหา Anti HIV ก่อน.</p>
<h3>จดหมาย ชี้แจง</h3>
<p><strong>เจริญพร </strong>แพทย์หญิงประคอง วิทยาศัย มูลนิธิเกื้อดรุณ<br />
<strong>เรื่อง </strong>ชี้แจงกรณีบทความ “<strong>คำแนะนำเรื่องการตรวจเลือดหา anti HIV ในโครงการบวชพระ 100,000 รูป เข้าพรรษา</strong>” ในมติชนออนไลน์ วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553</p>
<p>โครงการบวชพระ 100,000 รูป เข้าพรรษา ขอขอบคุณท่านที่มีความสนใจและห่วงใยต่อการ ดำเนินการ ของโครงการบวชฯ จึงขอชี้แจง ดังนี้</p>
<h3>1. กรณีไม่รับผู้ติดเชื้อ HIV มีหลักเกณฑ์ ดังนี้</h3>
<p>1) พระธรรมวินัย ซึ่งเป็นพุทธบัญญัติ กำหนดให้ตรวจสอบผู้บวชในพิธีอุปสมบท (บวชพระ) เรียกว่า สอบอันตรายิกธรรม โดยให้พระคู่สวด ถามผู้ขอบวช ในเรื่องโรคติดต่อหรือโรคที่น่า<br />
รังเกียจ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา ถ้าเป็นโรคดังต่อไปนี้จะไม่อนุญาตให้บวช ได้แก่</p>
<p style="padding-left: 30px;">i. กุฏฐัง (โรคเรื้อน)<br />
ii. คัณโฑ (โรคฝี)<br />
iii. กิลาโส (โรคกลาก)<br />
iv. โสโส (โรคมองคร่อ/ผอมแห้ง)<br />
(ที่มา: พระไตรปิฏกบาลี ฉบับสยามรัฐ: พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม 4 ข้อ 101 หน้า 150)</p>
<p>2) กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) หมวด ๓ หน้าที่พระอุปัชฌาย์ ข้อ ๑๔ พระอุปัชฌาย์ต้องงดเว้นการ ให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามเหล่านี้ &#8230; (๖) คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่า รังเกียจ เช่น วัณโรคใน ระยะอันตราย และ (๗) คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถ ปฏิบัติกิจพระศาสนาได้</p>
<p>3) ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์เป็นหมู่คณะใหญ่ ต้องปลงผม (โกน) ทุก 15 วัน มีโอกาสที่มีดบาดเป็นแผลเลือดออก และถ้าเป็นเลือดที่ติดเชื้อก็อาจจะไปติดผู้อื่นได้<br />
ดังนั้น ทางโครงการบวชฯ จึงจำเป็นต้องตรวจโรคติดต่อต่างๆ เพราะต้องปฏิบัติตามพุทธบัญญัติและกฎมหาเถรสมาคมอย่างเคร่งครัด เพื่อความอยู่เป็นปกติสุขของหมู่สงฆ์ โดยมิได้เป็นการกีดกันโอกาสในการเข้าถึงศาสนาหรือเลือกปฏิบัติแต่ประการใด เนื่องจากมนุษย์ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ ที่ไม่เป็นบุคคลเสียสติ และตั้งใจปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ 8 ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมบรรลุธรรมตามเหตุปัจจัยและอัตภาพแห่งตนได้</p>
<h3>2. กรณีการตรวจสุขภาพ</h3>
<p>1) ก่อนดำเนินการตรวจ ทางโครงการบวชฯได้มีการแจ้งให้ผู้สมัครทุกท่านรับทราบชัดเจน ถึงเกณฑ์การตรวจร่างกายและตรวจเลือด โดยไม่มีการบังคับแต่ประการใด ทั้งนี้ มิได้พิจารณาเฉพาะเชื้อ HIV แต่รวมถึงโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โรคเรื้อน โรคผิวหนัง โรคพิษสุราเรื้อรัง สารเสพติดชนิดต่างๆ โรคความดัน โรคหัวใจ โรคประจำตัวที่มีผลกระทบต่อการอบรม เป็นต้น</p>
<p>2) กรณีไม่ผ่าน ด้วยสาเหตุจากโรคร้ายแรง จะไม่มีการระบุถึงชื่อโรค แต่จะแจ้งให้ทราบเพียงว่า ไม่ผ่าน และให้ผู้สมัครไปตรวจสอบเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามีผลการตรวจร่างกายผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถเข้ารับการอบรมในโครงการฯได้</p>
<p>3) การตรวจสอบและแจ้งข้อมูล เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ทุกประการ รวมทั้ง ในวันตรวจร่างกาย ได้มีการวางแผนงานอย่างรัดกุมเป็นขั้นเป็นตอน อย่างเป็นระบบระเบียบไม่สับสนวุ่นวาย เนื่องจากโครงการบวชฯ มีอาสาสมัครที่เป็น แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นจำนวนมาก คอยดูแลและดำเนินอย่างรอบคอบ ตามระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยอื่นๆ ตามขั้นตอนทางการแพทย์ทุกประการ ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล</p>
<p>4) กรณีคุณสมบัติของผู้อบรม เป็นไปตามกฎระเบียบการรับบุคคลเพื่อบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในฐานะที่เคารพกราบไหว้และเป็นที่ตั้งของความเลื่อมใสของพุทธ ศาสนิกชน จึงต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่นเดียวกับการรับบุคลากรในประเภทต่างๆ ที่ต้องมีกฏเกณฑ์เฉพาะกรณี เช่น พ่อครัวประจำร้านอาหาร ต้องไม่เป็นผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี เพื่อความปลอดภัยของผู้มารับประทานอาหาร หรือ การเข้าเป็นพนักงานธนาคาร ต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เป็นต้น</p>
<h3>3. ข้อมูลโครงการบวชฯ</h3>
<p>1) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง คณะสงฆ์ทั้งแผ่นดิน ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา, วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย และองค์กรภาคีกว่า 30 องค์กรทั่วประเทศ</p>
<p>2) วัตถุประสงค์หลัก คือ</p>
<p style="padding-left: 30px;">i. เปิดโอกาสให้ท่านชายได้บวชทดแทนคุณบิดามารดา และได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง สามารถนำไปฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้ดียิ่งขึ้นได้</p>
<p style="padding-left: 30px;">ii. ฟื้นฟูประเพณีการบวช 1 พรรษาของชายไทยให้กลับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนนี้ จึงจะเพียงพอที่ให้ผู้บวชได้ประโยชน์จากการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าเต็มที่ และนำมาประพฤติปฏิบัติตนจนเกิดเป็นนิสัยที่ดีติดตัวไปได้</p>
<p style="padding-left: 30px;">iii. สำหรับผู้ที่มีกุศลศรัทธาบวชอยู่ต่อ จะได้เป็นกำลังของพระศาสนา และแก้ปัญหาวัดร้างที่มีอยู่เกือบ 6,000 วัดทั่วประเทศ ดังนั้น จึงเชิญชวนบวชกันเป็นจำนวนมาก โดยกระจายไปตามวัดต่างๆ ที่เป็นศูนย์อบรมทั่วประเทศกว่า 500 วัด</p>
<p>อนึ่ง หากท่านต้องการทราบข้อมูลรายละเอียด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการบวชฯ ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พุทธบริษัท 4 จักได้มีความสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อจรรโลงให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองและยั่งยืน เป็นที่พึ่งของมนุษย์ทั้งหลาย อันจะนำมาซึ่งความร่มเย็นของสังคมไทยสืบไป</p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เจริญ พร<br />
พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส<br />
ฝ่ายประชาสัมพันธ์<br />
โครงการบวชพระ 100,000 รูป เข้าพรรษา</strong></p>
<p style="text-align: right;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/jae-mai-roo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่ากลัวโซดาไฟ</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/sodafai-mainakua/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/sodafai-mainakua/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 04:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=892</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อไหมว่าหนังสือญี่ปุ่น มีสอนทำความสะอาดด้วย ที่วัดผมบอกว่า หากเราสะอาด เรียบร้อย ดูดี ทรัพย์จะเข้า *0* จริงตามนั้น เพราะลองแต่งตัวไม่ดี แล้วไปขายของสิ ทรัพย์จะเข้าคงจะยาก บ้านเราใช้อะไรทำความสะอาดกัน ? ก็น้ำยาทั้งหลายแหล่น่ะเอง ที่ญี่ปุ่น ค่าครองชีพสูง รู้ไหมเขาใช้อะไรทำความสะอาด โซดาไฟ กรดมะนาว (กรดซิตริก) สบู่ แอลกอฮอล์ น้ำมันหอม oxygen bleach ผมเองก็ยังอ่านจากเล่มนี้ไม่หมด แต่ก็มีประสบการณ์บ้าง เลยอยากจะเล่าว่า โซดาไฟนั้น ไม่ได้น่ากลัวนะเธอว์ คนญี่ปุ่นเอามาผสมกรดมะนาว อาบน้ำได้อีก หลายคนเอามาใช้แปรงฟันอีกด้วย แต่ทำไมคนไทย กลัวโซดาไฟกันนะ *0* บ้างบอกว่า มันทำลายจุลินทรี ทำลายปลาในลำคลอง *0* ไม่ใช่เลยจ้ะ มันเป็นธาตุที่ใจดีกับมนุษย์มาก เป็นของมีอยู่แล้วในธรรมชาติ แม่ผมบอกว่า มันอาจทำให้ระเบิดได้ *0* น่ากลัวไปใหญ่ แต่คนญี่ปุ่น ใช้กันทั้งประเทศเลยนะเธอว์ บางคนบอกว่า หมู่กระทะร้านนั้น เขาล้างหม้อด้วยโซดาไฟ ก็ถูกแล้ว เขาทำถูกแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อไหมว่าหนังสือญี่ปุ่น มีสอนทำความสะอาดด้วย ที่วัดผมบอกว่า หากเราสะอาด เรียบร้อย ดูดี ทรัพย์จะเข้า *0* จริงตามนั้น เพราะลองแต่งตัวไม่ดี แล้วไปขายของสิ ทรัพย์จะเข้าคงจะยาก</p>
<p>บ้านเราใช้อะไรทำความสะอาดกัน ? ก็น้ำยาทั้งหลายแหล่น่ะเอง ที่ญี่ปุ่น ค่าครองชีพสูง รู้ไหมเขาใช้อะไรทำความสะอาด</p>
<p><a href="http://www.lordbsd.net/wp-content/uploads/2010/07/soujibook.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-893" title="soujibook" src="http://www.lordbsd.net/wp-content/uploads/2010/07/soujibook.jpg" alt="" width="324" height="408" /></a></p>
<ul>
<li>โซดาไฟ</li>
<li>กรดมะนาว (กรดซิตริก)</li>
<li>สบู่</li>
<li>แอลกอฮอล์</li>
<li>น้ำมันหอม</li>
<li>oxygen bleach</li>
</ul>
<p>ผมเองก็ยังอ่านจากเล่มนี้ไม่หมด แต่ก็มีประสบการณ์บ้าง เลยอยากจะเล่าว่า โซดาไฟนั้น ไม่ได้น่ากลัวนะเธอว์ คนญี่ปุ่นเอามาผสมกรดมะนาว อาบน้ำได้อีก หลายคนเอามาใช้แปรงฟันอีกด้วย</p>
<p>แต่ทำไมคนไทย กลัวโซดาไฟกันนะ *0*</p>
<p>บ้างบอกว่า มันทำลายจุลินทรี ทำลายปลาในลำคลอง *0* ไม่ใช่เลยจ้ะ มันเป็นธาตุที่ใจดีกับมนุษย์มาก เป็นของมีอยู่แล้วในธรรมชาติ</p>
<p>แม่ผมบอกว่า มันอาจทำให้ระเบิดได้ *0* น่ากลัวไปใหญ่</p>
<p>แต่คนญี่ปุ่น ใช้กันทั้งประเทศเลยนะเธอว์</p>
<p>บางคนบอกว่า หมู่กระทะร้านนั้น เขาล้างหม้อด้วยโซดาไฟ ก็ถูกแล้ว เขาทำถูกแล้ว</p>
<h2>ได้เวลาตาสว่าง</h2>
<p>เอาล่ะ พอดีผมยังอ่านไม่จบ แต่จะทะยอยแปล ฮ่าๆ และเอามาลงละกัน เว็บพี่โตคนวิวไม่ถึงร้อยอยู่แล้ว สบายมาก วันนี้เกริ่นแค่นี้ อิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/sodafai-mainakua/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>setsubou ประเทศไทย ตอน&#8230; กลับบ้าน</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/setubou-thailand-backhome/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/setubou-thailand-backhome/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Jul 2010 03:54:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=887</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ขากลับ เพื่อนสมัยบวชมารับผมที่สนามบิน เขาจำผมไม่ได้ด้วยล่ะ เพราะผมแต่งซะลาวเลย เขาเลยนึกว่าไม่ใช่คนไทย ฮ่า ระหว่างกลับบ้าน เราก็ขึ้นทางด่วนกัน โอ้แม่เจ้า ไทยไม่มี ETC หน้าด่านทางด่วน รถติดยาวพอสมควรประมาณ 300 เมตร เวลานั้น 4 ทุ่มกว่าแล้ว เราก็สังเกตว่าติดอะไร อ๋อ คนรอคิวจ่ายเงินค่าทางด่วน อะไรแว๊&#8230; ทำไมประเทศเราต้องรอคิวกันแบบนี้ด้วย ญี่ปุ่นไม่ต้องรอขนาดนี้นะเธอว์ เพราะญี่ปุ่นมี ETC มันคือการตัดเงินผ่านบัตรเครดิตอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้คนเวลาเข้าทางด่วน รวดเร็วว่องไว คล้ายๆบัตรทางด่วนแหละ แต่..รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุน ให้ทุกคนใช้ จึงมอบส่วนลดให้ ผิดกับประเทศเรา เด๋วคนไม่มีงานทำ ก็เลย&#8230;นิดนึง ทางเลือกอื่นไม่มี พอนั่งรถผ่านพระรามเก้า เรามองลงไปข้างล่าง *0* โอ้แม่เจ้า รถขาออก ทำไมติดงี้ มัน จะ 5 ทุ่มแล้วนะ เหอ เพื่อนบอกว่า แท๊กซี่มันเยอะ รถบันทุกก็เยอะ รถเลยติด แล้วพวกนี้ก็ไม่ยอมใช้ทางด่วนด้วย ผมมองไปทางซ้าย เห็นรถไฟ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ขากลับ เพื่อนสมัยบวชมารับผมที่สนามบิน เขาจำผมไม่ได้ด้วยล่ะ เพราะผมแต่งซะลาวเลย เขาเลยนึกว่าไม่ใช่คนไทย ฮ่า ระหว่างกลับบ้าน เราก็ขึ้นทางด่วนกัน โอ้แม่เจ้า</p>
<h2>ไทยไม่มี ETC</h2>
<p>หน้าด่านทางด่วน รถติดยาวพอสมควรประมาณ 300 เมตร เวลานั้น 4 ทุ่มกว่าแล้ว เราก็สังเกตว่าติดอะไร อ๋อ คนรอคิวจ่ายเงินค่าทางด่วน อะไรแว๊&#8230; ทำไมประเทศเราต้องรอคิวกันแบบนี้ด้วย ญี่ปุ่นไม่ต้องรอขนาดนี้นะเธอว์ เพราะญี่ปุ่นมี ETC มันคือการตัดเงินผ่านบัตรเครดิตอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้คนเวลาเข้าทางด่วน รวดเร็วว่องไว คล้ายๆบัตรทางด่วนแหละ แต่..รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุน ให้ทุกคนใช้ จึงมอบส่วนลดให้ ผิดกับประเทศเรา เด๋วคนไม่มีงานทำ ก็เลย&#8230;นิดนึง</p>
<h2><span id="more-887"></span>ทางเลือกอื่นไม่มี</h2>
<p>พอนั่งรถผ่านพระรามเก้า เรามองลงไปข้างล่าง *0* โอ้แม่เจ้า รถขาออก ทำไมติดงี้ มัน จะ 5 ทุ่มแล้วนะ เหอ เพื่อนบอกว่า แท๊กซี่มันเยอะ รถบันทุกก็เยอะ รถเลยติด แล้วพวกนี้ก็ไม่ยอมใช้ทางด่วนด้วย ผมมองไปทางซ้าย เห็นรถไฟ Air Port Link ได้ข่าวว่ามันพร้อมใช้นานแล้ว ทำไมไม่เปิดสักทีหว่า ประเทศเราไม่ค่อยมีทางเลือกนัก ไปไหนไม่ได้ ก็แท็กซี่ แต่ญี่ปุ่นทางเลือกเยอะมาก และทางเลือกหลักคือรถไฟน่ะเอง ประเทศเราซับซ้อนน้อยกว่าญี่ปุ่นมาก รถไฟคงค่อยๆเพิ่มในไม่ช้า</p>
<h2>ถนนแถวบ้าน เขาสร้างอะไรอีกแล้ว</h2>
<p>เมื่อ 9 เดือนที่แล้ว แถวบ้านผมสงบสุขดี แต่วันนี้ *0* มันขุดอะไรอีกแล้วหว่า สงสัยทำรถไฟฟ้ามั๊ง อีก 5 ปีจะเสร็จไหมเธอว์ พอมาถึงปากซอย เฮ้ย..ปากซอยเปลี่ยนไป ทำไมมีเซเว่นหว่า แล้วกลางซอย ก็มีเซเว่นอีก 1 แห่ง ปลูกติดกันเลย บ้าไปแว้ว</p>
<p>เพื่อนผมบอกว่า เซเว่นมันทำการตลาดแบบนี้ คือ ถ้าเซเว่นแห่งไหน ยอดขายเกิน 1 แสน ก็จะบังคับให้ตั้งอีกสาขานึง และถ้าไม่ทำ เซเว่นจะทำซะเอง *0* งี้ลูกข่าย แฟรนไชส์ ก็หมดสิทธิ์รวยอ่ะดิ เหมือนเป็นทาสเซเว่นไปตลอด</p>
<p>เพื่อนบอกว่า ถ้าใครฉลาด ก็ไปเอา ampm หรือเจ้าอื่นๆ  มาลงข้างๆกัน ถ่วงดุลเซเว่นกันไป</p>
<p>ผิดกับญี่ปุ่น มีการกำหนดปริมาณ มินิมาท ไม่ให้มากเกินไปในพื้นที่นึง จริงอย่างที่สมัคร สุนทรเวช กล่าวไว้ ตัวทำลายโชว์ห่วย ไม่ใช่เทสโก้โลตัส ไม่ใช่คาร์ฟูล แต่มันคือ เซเว่น อิเลวเว่น น่ะเอง</p>
<p>เซะสึโบ ประเทศไทย ขอจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/setubou-thailand-backhome/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รวยเพื่อความสุข</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/rich_for_happiness/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/rich_for_happiness/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jun 2010 15:05:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=879</guid>
		<description><![CDATA[ทุกคนอยากรวย แต่เคยถามใจไหมว่า รวยไปทำไม รวยเพื่อเอาเงินไปซื้อความสุขไงล่ะค๊าบ พี่โต จ้ะ งั้นลองดูชีวิตของคนนี้ พี่สาวคนนึง ชื่อแก้ม มาอยู่ญี่ปุ่น เรียนได้สักพัก ไปแต่งงานกับคนญี่ปุ่น เป็นเจ้าของร้านอาหารน่ะ ก็ทำงานหาเงิน ได้เงินเดือนละเป็นแสนบาท อยู่ไปสักพัก ก็ชวนน้องชายขึ้นมา แล้วก็มาช่วยกันทำอาหาร จ้ะ ดูดีมากเลย ได้เงินเป็นแสน แต่&#8230;ไม่มีเวลาใช้เงิน เหอๆ แล้วจะรวยไปทำไมวะ ในเมื่อไม่มีเวลาใช้เงิน มีจักรยานเทพแต่ไม่มีเวลาขี่ มีมือถือแต่ไม่รู้ว่าจะโทรหาใคร มีคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรดี มีเกมส์แต่ไม่มีเวลาเล่น ฯลฯ หากเราทำงานเพื่อความสุข แล้วทำไมเราต้องทำอะไรอ้อมๆด้วย ความสุขนั้นเกิดขึ้นในใจ แล้วทำไมเราไม่สร้างความสุข ให้มันเกิดตรงๆ ในใจเราเองเลยล่ะ ไม่ต้องใช้คน ไม่ต้องใช้เงินเป็นเครื่องมือ ให้เสียเวลาและแรงงานเปล่าๆ อะไรทำให้เกิดความสุข ผมเคยได้ยินพระพูดถึง &#8220;ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข&#8221; ผมคิดว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ นี่แหละ ที่คนทั้งหลายใฝ่หาและต้องการ และนำมันไปสู่ความสุข แต่ของเหล่านั้นมันภายนอก มันบังคับไม่ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกคนอยากรวย แต่เคยถามใจไหมว่า รวยไปทำไม</p>
<p>รวยเพื่อเอาเงินไปซื้อความสุขไงล่ะค๊าบ พี่โต</p>
<p>จ้ะ งั้นลองดูชีวิตของคนนี้</p>
<ul>
<li>พี่สาวคนนึง ชื่อแก้ม มาอยู่ญี่ปุ่น เรียนได้สักพัก ไปแต่งงานกับคนญี่ปุ่น เป็นเจ้าของร้านอาหารน่ะ ก็ทำงานหาเงิน ได้เงินเดือนละเป็นแสนบาท อยู่ไปสักพัก ก็ชวนน้องชายขึ้นมา แล้วก็มาช่วยกันทำอาหาร<br />
จ้ะ ดูดีมากเลย ได้เงินเป็นแสน แต่&#8230;ไม่มีเวลาใช้เงิน เหอๆ แล้วจะรวยไปทำไมวะ ในเมื่อไม่มีเวลาใช้เงิน มีจักรยานเทพแต่ไม่มีเวลาขี่ มีมือถือแต่ไม่รู้ว่าจะโทรหาใคร มีคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรดี มีเกมส์แต่ไม่มีเวลาเล่น ฯลฯ</li>
</ul>
<p>หากเราทำงานเพื่อความสุข แล้วทำไมเราต้องทำอะไรอ้อมๆด้วย</p>
<p>ความสุขนั้นเกิดขึ้นในใจ แล้วทำไมเราไม่สร้างความสุข ให้มันเกิดตรงๆ ในใจเราเองเลยล่ะ ไม่ต้องใช้คน ไม่ต้องใช้เงินเป็นเครื่องมือ ให้เสียเวลาและแรงงานเปล่าๆ</p>
<h2>อะไรทำให้เกิดความสุข</h2>
<p>ผมเคยได้ยินพระพูดถึง &#8220;<strong>ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข</strong>&#8221; ผมคิดว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ นี่แหละ ที่คนทั้งหลายใฝ่หาและต้องการ และนำมันไปสู่ความสุข</p>
<p>แต่ของเหล่านั้นมันภายนอก มันบังคับไม่ได้ จ้ะ มันเป็นสิ่งที่คนอื่น เขาทำให้เราน่ะ มันพอจะสร้างได้ แต่บังคับไม่ได้</p>
<h2><span id="more-879"></span>ความสุข คือ ความพอใจ</h2>
<p>พูดมาบ่อยมากเลยคำนี้ ความสุขที่แท้จริง คือความพอใจน่ะ อันนี้สำคัญมากเลย ความพอใจแต่ละคน มันไม่เท่ากัน</p>
<ul>
<li>บางคน พอใจที่ได้ดู</li>
<li>บางคนพอใจที่ได้กิน</li>
<li>บางคนพอใจที่ได้ฟัง</li>
<li>หลายๆอย่าง บางคนพอใจที่คนอื่นยอมทำตาม</li>
</ul>
<p>แต่ทุกอย่าง มันเกิดจากความอยากทั้งนั้น กล่าวคือ อยากแล้วสมอยาก มันเลยพอใจ มีความสุข</p>
<h2>ปรับกระแสวงจร</h2>
<p>สรุปคือ เราเกิดความอยาก แล้วพอสมอยาก ก็เกิดความพอใจ และเกิดความสุข</p>
<p>ดังนั้นแล้ว เราต้องปรับที่ความอยาก คือความต้องการของเราเอง เรียนรู้ใจตัวเอง เรียนรู้ความต้องการ แล้วฝึกมัน ฝืนมัน ปรับมัน ให้น้อยที่สุด เท่าที่ชีวิตเราจะต้องการ เอาให้พอดี ปรับทีละน้อยน่ะ แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น</p>
<p>วันนี้เขียนเท่านี้พอดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/rich_for_happiness/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องมารๆ</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/mara_no_koto/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/mara_no_koto/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 15:05:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=854</guid>
		<description><![CDATA[อากาศเริ่มร้อนขึ้น ความอดทนก็เริ่มน้อยลง หงุดหงิดง่าย เคยมีคำกล่าวว่า อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา สิ่งที่มารกลัว มี สามอย่าง คือ กลัวเจ้าอาวาสใหญ่ กลัวคนเข้าถึงธรรม กลัวหมู่คณะจะรักกัน สามัคคี บางสิ่งทำไปแล้ว ไม่ย้อนคืน ความไม่พอใจ เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนที่ไม่อดทน บารมีอ่อน ก็ย่อมโมโหได้ง่าย รวมถึงผมด้วย ดังนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้น โดยไม่ตั้งใจ เราก็ต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น คือ อย่าพูดอะไรออกไป จะดีที่สุด อย่าทำอะไรออกไป เพื่อระบาย สลายความโกรธ ด้วยความดีอ่ะ หาทางให้ตัวเองมีความสุขโดยเร็ว หากเราเผลอทำอะไรออกไป สิ่งนั้นจะย้อนมาทำร้ายเราเอง เช่น เผลอพูดจารุนแรง อาจจะสะใจ แต่พอหายโกรธ เราต้องมานั่งเสียใจเอง เหอๆ เป็นแบบนี้กันเยอะ บางคน เผลอให้ร้าย ทำร้ายเพื่อน แต่พอหายโกรธ กลับต้องออกจากกลุ่มไปอย่างน่าเสียดาย เพราะละอายจนทนตัวเองไม่ได้ น่ากัวมาก สรุปว่า หากมีความโกรธเกิดขึ้น คิดเยอะๆ ก่อนจะทำอะไรลงไป มันอาจไม่ย้อนคืน บางคนทำร้ายกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อากาศเริ่มร้อนขึ้น ความอดทนก็เริ่มน้อยลง หงุดหงิดง่าย เคยมีคำกล่าวว่า อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา</p>
<p>สิ่งที่มารกลัว มี สามอย่าง คือ</p>
<ul>
<li>กลัวเจ้าอาวาสใหญ่</li>
<li>กลัวคนเข้าถึงธรรม</li>
<li>กลัวหมู่คณะจะรักกัน สามัคคี</li>
</ul>
<h2><span id="more-854"></span>บางสิ่งทำไปแล้ว ไม่ย้อนคืน</h2>
<p>ความไม่พอใจ เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนที่ไม่อดทน บารมีอ่อน ก็ย่อมโมโหได้ง่าย รวมถึงผมด้วย ดังนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้น โดยไม่ตั้งใจ เราก็ต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น คือ</p>
<ul>
<li>อย่าพูดอะไรออกไป จะดีที่สุด</li>
<li>อย่าทำอะไรออกไป เพื่อระบาย</li>
<li>สลายความโกรธ ด้วยความดีอ่ะ</li>
<li>หาทางให้ตัวเองมีความสุขโดยเร็ว</li>
</ul>
<p>หากเราเผลอทำอะไรออกไป สิ่งนั้นจะย้อนมาทำร้ายเราเอง เช่น เผลอพูดจารุนแรง อาจจะสะใจ แต่พอหายโกรธ เราต้องมานั่งเสียใจเอง เหอๆ เป็นแบบนี้กันเยอะ</p>
<p>บางคน เผลอให้ร้าย ทำร้ายเพื่อน แต่พอหายโกรธ กลับต้องออกจากกลุ่มไปอย่างน่าเสียดาย เพราะละอายจนทนตัวเองไม่ได้ น่ากัวมาก</p>
<p>สรุปว่า หากมีความโกรธเกิดขึ้น คิดเยอะๆ ก่อนจะทำอะไรลงไป มันอาจไม่ย้อนคืน</p>
<h2>บางคนทำร้ายกัน</h2>
<p>ความโกรธ มีไว้ทำลายกายมนุษย์โดยเฉพาะๆ ความโกรธกระตุ้นให้คนทำร้ายกัน เมื่อทำร้ายกัน ก็เกิดวิบาก ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง</p>
<p>มารเขาอยากทำลายมนุษย์อยู่แล้ว ก็เลยชอบยุให้มนุษย์ทำลายกัน</p>
<p>สรุปว่า หากเลือกจะทำร้ายกัน ก็ทำใจรอไว้ได้เลยว่า ชาติหน้าก็ต้องมาเจออีก</p>
<h2>คนรู้ทันย่อมเลือกที่จะหยุด</h2>
<p>หากใครเคยนั่งสมาธิ สายธรรมกาย จะมีประโยคนึงพูดชัดเจนว่า &#8220;หยุดเป็นตัวสำเร็จ&#8221; หยุดหมายถึงหยุดใจ อยู่เฉยๆ หยุดนิ่งเฉย</p>
<p>เมื่อมีการกระทบกระทั่ง และไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ก็เริ่มด้วยการหยุดก่อน หยุดใจเราก่อน ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่อะไรที่เกิดขึ้น ก็หยุดไว้ในใจ ไม่ไปโต้ตอบ</p>
<p>หลายคนยอมไม่ได้ เพราะถือว่าการไม่โต้ตอบคือพ่ายแพ้ คิดไปซะแบบนั้น แต่ผมคิดว่า การที่เราจะแพ้หรือไม่แพ้ ขึ้นกับใจของเรามากกว่า ถ้าใจเรามีความต้านทาน ใครจะมาเปลี่ยนความรู้สึกเราไปง่ายๆไม่ได้ นั่นแหละ เราได้เปรียบแล้ว</p>
<p>สรุปว่า ผู้รู้ ย่อมบังคับใจตัวเองได้ และเลือกทำแต่สิ่งดีๆน่ะ</p>
<h2>ไม่มีศัตรูถาวร</h2>
<p>หลายเรื่อง ในประสบการณ์ผม ทำให้ผมเห็นชัดว่า ไม่มีศัตรูถาวร (ศัตรูถาวร คือมาร ที่พยายามบังคับใจเรา) มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูกัน ศัตรูเราในวันนี้ อาจเป็นมิตรกับเราในอนาคต แต่จะดีกว่าถ้าเลือกที่จะไม่สร้างศัตรู อิ</p>
<p>ดังนั้นการพยาบาทกันไป ก็ทำให้ศัตรูปัจจุบัน กว่าจะมาคืนดีกับเรา ใช้เวลานานกว่าเดิม เหอๆ</p>
<p>ขอให้ทุกคน พึงสังเกตใจตัวเองให้ดี อย่าไปยอมกับความคิดฝ่ายชั่วน่ะ เอาชนะปัญหา ด้วยความดีสิเธอว์ เพราะมนุษย์เรา มาจากฝ่ายดีกันทั้งนั้นแหละ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/mara_no_koto/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟังพระเทศเรื่องกีฬาสีมา</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/color_sport/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/color_sport/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 May 2010 03:46:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=849</guid>
		<description><![CDATA[พอดีได้ฟังพระเทศเรื่องกีฬาสีมา มีใจความน่าสนใจหลายเรื่อง สำหรับชาวพุทธน่ะ ผมจะเล่าโดยไม่เรียงละกัน เอาเป็นย่อๆ เป็นหัวข้อไป รอบแรก ตาย 40 คนน่ะ รอบแรกเขาบอกว่าตาย 20 กว่าคนใช่ไหม แต่วัดผมบอกว่าตาย 40 แล้วหลวงพ่อให้ไปเรียก 40 คนนั้นมา (คนที่ตายไปแล้ว) เป็นสัมภเวสี วนเวียนแถวนั้น พระที่มีความสามารถก็ไปตามมาให้ แล้วก็ถามว่า เคยทำบุญบ้างไหม ได้ทำบุญบ้างไหม เหล่าสัมภเวสีตอบว่าไม่เคยเลย นึกไม่ออก พระจึงถามอีกว่า แล้วไปชุมนุมทำไม สัมภเวสีบอกว่า อยากให้ประเทศมีประชาธิปไตย บุญที่ใจปราถนาดีกับคนอื่น นิดเดียวเท่านั้นเอง นิดเดียวจริงๆ ก็ทำให้ไปเกิดเป็นภุมมเทวา (นึกถึงบุญออก จึงรอดพ้นอบาย) ทำไมบางคนไม่ยอมเข้าใจ ทำไมบางคนถึงไม่ยอมเข้าใจเรา ทั้งๆที่เราเข้าใจเขา อันนี้พระอธิบายว่า เรื่องความขัดแย้ง มันเป็นวิบากกรรมเก่า ในพุทธันดรก่อน (พระพุทธเจ้าองค์ก่อน) มีกษัตริย์หลายเมือง (ตอนนี้กษัตริย์เหล่านั้น มาเป็นใหญ่ในตอนนี้ บ้างก็เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ เพราะบุญหย่อนลงมา) ซึ่งคนที่เคยเป็นชาวเมือง ของกษัตริย์องค์ไหน ก็มักจะเชียร์กษัตริย์พระองค์นั้น กล่าวคือ บางคนก็ไม่ได้คิดอะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีได้ฟังพระเทศเรื่องกีฬาสีมา มีใจความน่าสนใจหลายเรื่อง สำหรับชาวพุทธน่ะ</p>
<p>ผมจะเล่าโดยไม่เรียงละกัน เอาเป็นย่อๆ เป็นหัวข้อไป</p>
<h2>รอบแรก ตาย 40 คนน่ะ</h2>
<p>รอบแรกเขาบอกว่าตาย 20 กว่าคนใช่ไหม แต่วัดผมบอกว่าตาย 40 แล้วหลวงพ่อให้ไปเรียก 40 คนนั้นมา (คนที่ตายไปแล้ว) เป็นสัมภเวสี วนเวียนแถวนั้น พระที่มีความสามารถก็ไปตามมาให้ แล้วก็ถามว่า</p>
<ul>
<li>เคยทำบุญบ้างไหม ได้ทำบุญบ้างไหม<br />
เหล่าสัมภเวสีตอบว่าไม่เคยเลย นึกไม่ออก</li>
<li>พระจึงถามอีกว่า แล้วไปชุมนุมทำไม<br />
สัมภเวสีบอกว่า อยากให้ประเทศมีประชาธิปไตย</li>
</ul>
<p>บุญที่ใจปราถนาดีกับคนอื่น นิดเดียวเท่านั้นเอง นิดเดียวจริงๆ ก็ทำให้ไปเกิดเป็นภุมมเทวา (นึกถึงบุญออก จึงรอดพ้นอบาย)</p>
<h2><span id="more-849"></span>ทำไมบางคนไม่ยอมเข้าใจ</h2>
<p>ทำไมบางคนถึงไม่ยอมเข้าใจเรา ทั้งๆที่เราเข้าใจเขา อันนี้พระอธิบายว่า เรื่องความขัดแย้ง มันเป็นวิบากกรรมเก่า ในพุทธันดรก่อน (พระพุทธเจ้าองค์ก่อน) มีกษัตริย์หลายเมือง (ตอนนี้กษัตริย์เหล่านั้น มาเป็นใหญ่ในตอนนี้ บ้างก็เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ เพราะบุญหย่อนลงมา) ซึ่งคนที่เคยเป็นชาวเมือง ของกษัตริย์องค์ไหน ก็มักจะเชียร์กษัตริย์พระองค์นั้น กล่าวคือ บางคนก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เชียร์ตามหัวหน้าก็มี</p>
<p>พระท่านเตือนว่า เราอย่าไปผสมโรง กล่าวคือ ไม่ว่าผู้ใหญ่ กรรมใครกรรมท่าน อะไรที่ขัดใจ ก็ให้อดทน เพราะถ้าไปผสมโรง ชาติหน้าก็ต้องไปเจอเรื่องแบบนี้อีก ไม่หลุดพ้นสักที</p>
<h2>คนบางกลุ่ม ชอบใจที่ชาวพุทธฆ่ากันเอง</h2>
<p>หัวข้อแบบนี้ จะอิงศาสนาใช่ไหม ใช่จ้ะ บางศาสนามีความเชื่อว่า พระเจ้าของเขาจะโปรดมนุษย์ได้ ถ้ามนุษย์คนนั้นอธิบายไม่รู้เรื่อง ก็ให้ฆ่าเสีย เพื่อเป็นการช่วยเขา มันจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมภาคใต้ ชอบฆ่ากันจัง ฆ่าไปทำไมกัน นั่นแหละ ฆ่าเพื่อให้ไปเจอพระเจ้า พระเจ้าจะได้ช่วยเธอว์ไง</p>
<p>แต่คำสอนของพุทธศาสนา กำหนดนโยบายไว้ชัดเจน ในวันมาฆบูชาว่า ไม่ว่าร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร พึงระวังในศีล และสำรวมในการบริโภค เป็นต้น หากสำนักไหนปฏิบัติตามนี้ แม้ในสองข้อแรก ผมว่าก็แหล่มแล้วล่ะครับ ไม่ขออะไรมาก</p>
<h2>สมัยพระพุทธเจ้าเองก็วุ่นวาย</h2>
<p>สมัยพระพุทธเจ้ามีพระชนมายุได้ 78 พรรษา ท่านก็เสียอัครสาวกเบื้องซ้าย และเบื้องขวาไป (พระโมคคัลลานะ ถูกทุบตาย) (พระสารีบุตร ป่วยตาย) ช่วงนั้นบ้านเมืองวุ่นวายมาก เกิดสงครามเป็นหย่อมๆ และเกิดกับอุปฐากคนสำคัญของท่านด้วย รวมถึงตระกูลของท่าน ก็ถูกฆ่าล้างโคตรอีกด้วย เพราะ ศากยวงศ์ไปดูถูกตระกูลอื่นไว้ พอความเข้มแข็งน้อยลง ก็ถูกเขามาล้างแค้น ฆ่าล้างโคตรซะงั้น (พระพุทธเจ้าท่านไปห้ามถึง 3 ครั้งแล้ว ท่านก็เลยต้องวางอุเบกขา)</p>
<p>ตัวแสบที่สุดในตอนนี้ คือพระเจ้าอชาติศัตรู ท่านเองเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ แต่ไปถูกใจกับพระเทวทัต (ได้เพื่อนไม่ดี) ก็เลยมีความเห็นผิดเพี้ยน ไปหลงฆ่าพ่อตัวเองเข้า พอตัวเองได้เป็นพ่อ ก็เข้าใจความรักของพ่อ จึงเกิดความไม่สบายใจ เที่ยวถามใครต่อใครว่าฆ่าพ่อนี่ผิดไหม เหล่าอลัชชีพวกนั้น (ศาสนาอื่น) อยากเอาใจ ก็บอกว่าไม่ผิด จนสุดท้าย แอบไปถามพระพุทธเจ้า</p>
<h2>ไม่มีศัตรูถาวร</h2>
<p>พระเจ้าอชาติศัตรู แม้จะเป็นตัวแสบสุดๆ ทำลายเมืองต่างๆ จนดูเหมือนจะเป็นภัยต่อพระศาสนา แต่สุดท้าย ก็แอบไปถามพระพุทธเจ้า ซึ่งตอนนั้นท่านใกล้จะปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ต้อนรับทักทายอย่างดี (ใจของพระโพธิสัตว์ อยากให้ทุกคนมีความสุข) พระเจ้าอชาติศัตรูได้ถามเรื่องราวมากมาย เช่น ทำไมต้องบวช ฯลฯ สุดท้ายก็ถามเรื่องการฆ่าพ่อ ฮ่าๆ อยากรู้ใช่ไหมว่าท่านตอบยังไง เอาล่ะ ในที่สุด พระเจ้าอชาติศัตรูก็เกิดศรัทธา และเป็นผู้นำเผยแผ่พระศาสนาไปทั่วโลก</p>
<p>ที่พระศาสนามาถึงจีน ญี่ปุ่น ไทย ได้เนี่ยก็เพราะอานุภาพของพระเจ้าอชาติศัตรูน่ะเอง โอ้.. ศัตรูกลายเป็นมิตร จึงไม่มีมิตร และศัตรูที่แท้จริงล่ะจ้า โลกนี้ (ศัตรูที่แท้จริง คือความชั่วในใจมนุษย์น่ะ สู้กะมันเส่ะเธอว์)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/color_sport/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยึด&#8230;อะไรเป็นศูนย์กลาง</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/center_of_mind/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/center_of_mind/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 May 2010 07:22:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=843</guid>
		<description><![CDATA[หวัดดีจ้า ทุกท่าน ช่วงนี้คนทะเลาะกันมากขึ้น สับสนกันมากขึ้น ว่ายังมีความเป็นคนกันอยู่ไหม เอาล่ะ ถ้าจะให้สรุปว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไร ผมเคยอ่านจากหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับวัยรุ่น ซึ่งมันเทพมาก จึงอยากเอามาให้รู้จักสักตอนหนึ่ง นั่นคือ เรายึดอะไรเป็นศูนย์กลาง ยึดเพื่อนเป็นศูนย์กลาง วัยรุ่นส่วนมาก จะยึดเพื่อนเป็นศูนย์กลาง อ่า&#8230; หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เราทำทุกอย่างได้ เพื่อให้เพื่อนชอบ หรือว่าตัดสินใจเพราะเพื่อน เช่น หากเราจบ ม.3 จะไปเรียนต่อที่ไหนดี บางครั้งเราอยากเรียนพณิชย์ แต่เพื่อนจะเรียน 4-5-6 ต่อ เราก็ไม่อยากจะจากเพื่อนไปอ่ะนะ จึงตัดสินใจว่า โอเค เอาล่ะ เราจะเรียน 4-5-6 จะได้มีเพื่อน.. มีเพื่อนก็ดี แต่เพื่อนไม่อยู่กับเราไปตลอดหรอก พอมีครอบครัว ก็กระจายกันไปหมดแล้วจ้ะเธอว์ เราควรจะหาเพื่อนไว้เยอะๆ แต่ไม่ติดกับเพื่อน และถ้าให้เทพที่สุด ก็คือ เลือกคบเพื่อนเฉพาะด้านดีของเขา เพื่อนอาจจะมองสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเราเสมอ แต่เราไม่ควรยึดเพื่อนเป็นหลัก เพราะเพื่อนก็ยังไม่ใช่อะไรที่ยึดถือได้ ยึดสถาบันเป็นศูนย์กลาง เข้าเรื่องกันเลยไม่พูดมาก หลายๆคนยึดสถาบันการศึกษาเป็นศูนย์กลาง เช่น พอเรียนมหาลัยแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หวัดดีจ้า ทุกท่าน ช่วงนี้คนทะเลาะกันมากขึ้น สับสนกันมากขึ้น ว่ายังมีความเป็นคนกันอยู่ไหม เอาล่ะ ถ้าจะให้สรุปว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไร ผมเคยอ่านจากหนังสือ <strong>7 อุปนิสัยสำหรับวัยรุ่น</strong> ซึ่งมันเทพมาก จึงอยากเอามาให้รู้จักสักตอนหนึ่ง นั่นคือ เรายึดอะไรเป็นศูนย์กลาง</p>
<h2>ยึดเพื่อนเป็นศูนย์กลาง</h2>
<p>วัยรุ่นส่วนมาก จะยึดเพื่อนเป็นศูนย์กลาง อ่า&#8230; หมายความว่าอย่างไร</p>
<p>หมายความว่า เราทำทุกอย่างได้ เพื่อให้เพื่อนชอบ หรือว่าตัดสินใจเพราะเพื่อน เช่น หากเราจบ ม.3 จะไปเรียนต่อที่ไหนดี บางครั้งเราอยากเรียนพณิชย์ แต่เพื่อนจะเรียน 4-5-6 ต่อ เราก็ไม่อยากจะจากเพื่อนไปอ่ะนะ จึงตัดสินใจว่า โอเค เอาล่ะ เราจะเรียน 4-5-6 จะได้มีเพื่อน..</p>
<p>มีเพื่อนก็ดี แต่เพื่อนไม่อยู่กับเราไปตลอดหรอก พอมีครอบครัว ก็กระจายกันไปหมดแล้วจ้ะเธอว์ เราควรจะหาเพื่อนไว้เยอะๆ แต่ไม่ติดกับเพื่อน และถ้าให้เทพที่สุด ก็คือ เลือกคบเพื่อน<strong>เฉพาะด้านดี</strong>ของเขา</p>
<p>เพื่อนอาจจะมองสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเราเสมอ แต่เราไม่ควรยึดเพื่อนเป็นหลัก เพราะเพื่อนก็ยังไม่ใช่อะไรที่ยึดถือได้</p>
<h2>ยึดสถาบันเป็นศูนย์กลาง</h2>
<p>เข้าเรื่องกันเลยไม่พูดมาก หลายๆคนยึดสถาบันการศึกษาเป็นศูนย์กลาง เช่น พอเรียนมหาลัยแล้ว เกิดความกลัวไม่กล้าไปทำงาน ก็เลยเรียนโทต่อซะเลย *0* ไม่กล้าออกไปสู่โลกกว้างซะที พี่โตรู้นะว่าเธอว์คิดแบบนี้ ซึ่งมองไปแล้วก็ปลอดภัยดี หลายคนก็อยากจะทำงานกับสถาบันต่ออีก (ถ้าเป็นไปได้) แต่ก็นั่นแหละจ้ะ การยืนด้วยขาเราเอง เร็วขึ้นเท่าใด เราก็จะเจ็บปวดน้อยลงในอนาคต</p>
<p>สถาบันอาจจะมอบสิ่งดีๆให้กับเรา แต่เราไม่ควรจะติดสถาบัน เพราะสถาบันยังไม่ใช่อะไรที่ถูกเสมอน่ะเอง</p>
<h2>ยึดอื่นๆ อีกมากมาย</h2>
<p>จริงๆแล้ว ในหนังสือก็อธิบายถึงการยึดอื่นๆ เช่น ยึดแฟนเป็นศูนย์กลาง คือการทำทุกอย่างให้แฟนพอใจ หรือว่ายึดครอบครัว ยึดพ่อแม่ ยึดดารานักน้อง ยึดนู่น ยึดนี่ ยึดภูเขา ใบไม้ ใบหญ้า การ์ตูน *0* ฟังดูน่ากลัวใช่มั๊ย</p>
<p>การยึดของเหล่านั้นน่ะ <strong>มันทำเราผิดหวังได้ </strong>เพราะมันยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด</p>
<p><strong>คำตอบที่ใช่ที่สุด มันต้องไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นอะไรที่ จริงเสมอ</strong></p>
<h2>ยึดหลักการสิเธอว์</h2>
<p>ครับ หลักการคือสิ่งที่เราสามารถยึดถือไว้ในใจได้ นำไปปฏิบัติได้ เป็นอะไรที่จริงเสมอ ตัวอย่างเช่น</p>
<p><strong>ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว</strong> &#8212; หลักการข้อนี้จริงเสมอ ปลูกข้าวได้ข้าว ปลูกเงาะได้เงาะ ทำอะไรก็ได้เช่นนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ทำดีได้ดี แล้วดีมันไปอยู่ตรงไหน&#8230; มันก็ไปอยู่ในใจไง ซึ่งใจก็มีผลต่อ คำพูด ความคิด การกระทำ มีผลต่อร่างกายของเรา ชีวิตของเรา อนาคตของเรา น่ะเอง</p>
<p>หลักการต่างๆ ยังมีอีกเยอะ ยกตัวอย่างพุทธพจน์ หรือคำคมอื่นๆ ก็มีอีกมากมาย หลักการที่ถูกต้องและดีคือ ทำแล้วเกิดกุศล เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง สังคม โลก เป็นต้น ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง เป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน</li>
<li>ความเคารพ คือการมองเห็นความดีของคนอื่น</li>
<li>วินัย คือเครื่องห้ามตัวเองจากความชั่ว การบังคับตัวเอง</li>
<li>ผู้มีใจสงบ ย่อมเป็นสุข</li>
<li>ความพร้อมเพรียงของหมู่ นำสุขมาให้</li>
<li>ฯลฯ</li>
</ul>
<h2>อะไรที่ไม่เป็นหลักการ</h2>
<p>ตัวอย่าง ของแปลกๆ ที่ฟังดูดี แต่ไม่เป็นหลักการ ปฏิบัติตามแล้ว นำความซวยมาให้ เช่น</p>
<ul>
<li>แค้นต้องชำระ &#8212; ลองชำระสิ ไม่จบไม่สิ้นเลยเมิง แต่ขี้น่ะต้องชำระแน่นอน ไม่งั้นเหม็น, ชำระให้ถูกต้องคือ ชำระออกไปจากใจ เลิกแค้น</li>
<li>ประชาธิปไตย ดีที่สุด &#8212; ถ้าคนหมู่มากผิดหรือโง่จริงๆล่ะ ยังจะดีอยู่ไหม</li>
<li>มีพระราชา ดีที่สุด &#8212; ถ้าพระราชาดีก็ดีไป ถ้าพระราชาแย่ ก็แย่เหมือนกัน</li>
<li>ประชาชนต้องมาก่อน &#8212; เป็นหลักการตรงไหนหว่า ถ้าเน้นเอาใจประชาชน หรือเพื่อประชาชน เกิดประชาชนต้องการสิ่งไม่ดี เช่น ต้องการบ่อนการพนัน จะทำให้ประชาชนมั๊ย</li>
<li>อื่นๆ อีกเพียบ ไปลองจินตนาการดู</li>
</ul>
<h2>สรุปด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น</h2>
<p>การที่เราตัดสินใจ ด้วยความรู้สึก โดยใจของเราไปยึดกับสิ่งนั้น มันทำให้บรรทัดฐานความดีของเรา บิดเบี้ยว เช่น การฆ่าคนผิด แต่ถ้าคนนั้นชั่ว ก็ฆ่าได้เลย ไม่เป็นไร สะใจโก๋&#8230; ทั้งๆที่การฆ่ามันผิด แต่เราเอาบรรทัดฐาน เอาความรู้สึกมาตัดสิน ทำให้เราทำชั่วซะเอง</p>
<p>เราควรฝึกใจของเรา ให้ชนะความรู้สึก และให้สอดคล้องกับหลักการ กับความดี เช่น การประท้วงไม่ผิด แต่การปิดถนน ทำคนเดือดร้อน อันนี้ผิด เป็นต้น</p>
<p>การปราบปรามผู้ชุมนุมไม่ผิด ควรทำ แต่การฆ่าผู้ชุมนุม ใช้ความรุนแรง ผิดอย่างร้ายแรง เป็นต้น</p>
<p>มาฝึกใจเรา ให้มีบรรทัดฐานที่เที่ยงตรงกันเสียก่อนดีกว่าจ้า ก่อนจะตัดสินใจอะไรออกไป ลองเทียบกับ ไม้บรรทัดหลักการ หลักความดีดูเสียก่อน ว่าพอจะใกล้เคียงกันไหม แล้วค่อยกล่าวออกไปกันนะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/center_of_mind/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การไปทะเลาะกับผู้มีบุญ</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/power_conflict/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/power_conflict/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 May 2010 18:46:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อหารุนแรงไปนิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=826</guid>
		<description><![CDATA[พอดีได้คุยกับเพื่อน เกี่ยวกับกีฬาสี เพื่อนเข้าใจว่า การไปทะเลาะกับผู้มีบุญนั้นน่ะ ทำให้เราเจ็บตัว ผมฟังแล้วได้กลิ่นทะแม่ง แบบนี้แสดงว่าผู้มีบุญไม่ผิดเลยใช่ไหม แล้วผู้มีบุญคืออะไร ผู้มีบุญในความรู้สึก กับผู้มีบุญในความเป็นจริง คืออะไร พี่โตจะอธิบายให้ฟังจ้ะ พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีบุญ เพราะสั่งสมบารมีมามาก แต่ถ้าใครเคยศึกษาพระไตรปิฎกจะพบว่า พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมาหลายครั้ง เช่นเกิดเป็นนก เป็นกวาง เป็นลิง ซ้ำยังเคยเกิดเป็นคนยากจนอีกด้วย พวกเราอาจจะสงสัยว่า ทำไมนะ บุคคลที่มีใจปราถนา อยากเป็นพระพุทธเจ้านั้น จึงต้องมาเสวยชาติแบบนั้น อะไรคือนิยามของผู้มีบุญที่แท้จริงกันแน่ ผู้มีบุญ ที่ถูกต้องคือ ผู้ที่สอนตัวเองได้ กล่าวคือ มีจิตใจที่รักการพัฒนาตัวเอง สามารถเตือนตัวเองได้ จิตใจแบบนี้ ความคิดแบบนี้ เขาเหล่านั้น จะไม่ตกต่ำเลยน่ะ อาจจะมีพลาดกันบ้าง แต่ความผิดพลาดจะกลายเป็นครู ทำให้เขาเหล่านั้นไม่ตกต่ำ นี่แหละคือผู้มีบุญที่แท้จริงจ้ะ แล้วความร่ำรวย ลาภ ยศ ฐานะ บันดาศักดิ์ คืออะไร ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกของผู้มีบุญเหรอ โฮ่ๆ ก็ใช่ แต่มันเป็นแค่เปลือกนอก ถึงแม้จะได้มาด้วยอำนาจบุญ แต่ว่า&#8230;มันยังไม่ใช่ของแท้ เปรียบเหมือนกับ เราได้ขึ้นรถแท๊กซี่ หรือยืมรถเบนซ์เพื่อนมาขับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีได้คุยกับเพื่อน เกี่ยวกับกีฬาสี เพื่อนเข้าใจว่า การไปทะเลาะกับผู้มีบุญนั้นน่ะ ทำให้เราเจ็บตัว ผมฟังแล้วได้กลิ่นทะแม่ง แบบนี้แสดงว่าผู้มีบุญไม่ผิดเลยใช่ไหม แล้วผู้มีบุญคืออะไร ผู้มีบุญในความรู้สึก กับผู้มีบุญในความเป็นจริง คืออะไร พี่โตจะอธิบายให้ฟังจ้ะ</p>
<p>พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีบุญ เพราะสั่งสมบารมีมามาก แต่ถ้าใครเคยศึกษาพระไตรปิฎกจะพบว่า พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมาหลายครั้ง เช่นเกิดเป็นนก เป็นกวาง เป็นลิง ซ้ำยังเคยเกิดเป็นคนยากจนอีกด้วย พวกเราอาจจะสงสัยว่า ทำไมนะ บุคคลที่มีใจปราถนา อยากเป็นพระพุทธเจ้านั้น จึงต้องมาเสวยชาติแบบนั้น อะไรคือนิยามของผู้มีบุญที่แท้จริงกันแน่<span id="more-826"></span></p>
<p>ผู้มีบุญ ที่ถูกต้องคือ ผู้ที่สอนตัวเองได้ กล่าวคือ มีจิตใจที่รักการพัฒนาตัวเอง สามารถเตือนตัวเองได้ จิตใจแบบนี้ ความคิดแบบนี้ เขาเหล่านั้น จะไม่ตกต่ำเลยน่ะ อาจจะมีพลาดกันบ้าง แต่ความผิดพลาดจะกลายเป็นครู ทำให้เขาเหล่านั้นไม่ตกต่ำ นี่แหละคือผู้มีบุญที่แท้จริงจ้ะ</p>
<p>แล้วความร่ำรวย ลาภ ยศ ฐานะ บันดาศักดิ์ คืออะไร ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกของผู้มีบุญเหรอ โฮ่ๆ ก็ใช่ แต่มันเป็นแค่เปลือกนอก ถึงแม้จะได้มาด้วยอำนาจบุญ แต่ว่า&#8230;มันยังไม่ใช่ของแท้ เปรียบเหมือนกับ เราได้ขึ้นรถแท๊กซี่ หรือยืมรถเบนซ์เพื่อนมาขับ มันก็ยังไม่ใช่ของเราอยู่ดี เพราะของเราที่แท้จริง คือ.. บารมี หรือความดี หรือนิสัยดีๆ ที่เราได้สั่งสมมาน่ะเอง</p>
<p>เปลือกนอก ความร่ำรวย อำนาจเหล่านั้น มันเป็นต้นทุนชีวิตเฉยๆ หากเกิดขึ้นกับดวงจิต ที่ไม่มีใจรักการพัฒนาตัวเองแล้ว คนๆนั้น ก็ย่อมเอาสิ่งเหล่านั้น มาทำให้ตัวเองเสื่อมได้ เช่น เอาเงินไปซื้อเหล้ากิน ก็กับกลายเป็นการทำลายสุขภาพตัวเอง เป็นต้นน่ะ</p>
<p>หนังสือ เจ็ดอุปนิสัย เคยสอนว่า เราควรยึดอะไรเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นหลัก ในการตัดสินใจ ต่างๆนาๆ ยึดบุคคล ยึดสถานที่ ฯลฯ เสียใจด้วยนะ ยึดบุคคลมันไม่ถูกต้องน่ะ บุคคลเปลี่ยนได้เสมอ เราควรยึดหลักการน่ะ เพราะหลักการมันไม่เปลี่ยนแปลงจ้ะ เช่น ทำดีย่อมได้ดีเป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/power_conflict/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรักทำให้ใจบอด</title>
		<link>http://www.lordbsd.net/post/love_make_blind/</link>
		<comments>http://www.lordbsd.net/post/love_make_blind/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 06:39:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LordBSD</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยาหยอดตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lordbsd.net/?p=761</guid>
		<description><![CDATA[คำสุภาษิตไทยพูดมานานแล้วว่า ความรักทำให้ตาบอด หรือว่าเพราะตาบอดจึงทำให้คนรักก็ไม่ทราบได้ แต่หากเอาประเด็นนี้ มาลองตรึกดู แล้วเทียบกับประสบการณ์ตัวเอง รวมถึงคนรอบข้าง ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย รักแบบหนุ่มสาว หนุ่มสาวมีความใคร่ ราคะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้รักกัน, รักเพราะหน้าตาน่ารัก แต่งตัวน่ารัก สะอาด พูดจาน่ารัก ฯลฯ รวมๆกันแล้ว เกิดความใคร่ปราถนา ก็รักขึ้นมาซะงั้น แต่ภายในร่างกายนั้นน่ะ มีจิตใจที่ควบคุมมันอยู่ คนนั้นเขาอดทนได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่รู้ ผู้รู้จึงมักพูดกันว่า ดูคนให้ดูตอนลำบาก (เพื่อจะดูความอดทน) อดทนต่อกิเลสตัณหา อดทนต่อความลำบากเป็นต้น *0* หลายคู่ แต่งกันไปแล้ว เพิ่งมาตาสว่าง ว่าคู่ของตัวนั้นน่ะ แย่เกินจะรับ ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ  ไอ้ตอนที่รักนักรักหนา ก็เพราะไปหลงเชื่อวิธีสร้างภาพ ไม่ทันให้นึกถึงเนื้อใน อันนี้แหละเขาจึงเรียกว่า &#8220;รักทำให้ใจบอด&#8221; รักแบบเพื่อน เพื่อนกัน ผูกพันธ์มานาน ร้ายกันขนาดไหน ก็ยังรักมัน แบบนี้เรียกว่า มหากรุณาน่ะ ไม่ทิ้งกัน อยากให้เพื่อนเขาได้ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งเพื่อนเราทำผิด *0* เราจะปกป้องเพื่อน ทั้งๆที่มันผิดเหรอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำสุภาษิตไทยพูดมานานแล้วว่า <strong>ความรักทำให้ตาบอด</strong> หรือว่าเพราะตาบอดจึงทำให้คนรักก็ไม่ทราบได้ แต่หากเอาประเด็นนี้ มาลองตรึกดู แล้วเทียบกับประสบการณ์ตัวเอง รวมถึงคนรอบข้าง ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย</p>
<h2>รักแบบหนุ่มสาว</h2>
<p>หนุ่มสาวมีความใคร่ ราคะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้รักกัน, รักเพราะหน้าตาน่ารัก แต่งตัวน่ารัก สะอาด พูดจาน่ารัก ฯลฯ รวมๆกันแล้ว เกิดความใคร่ปราถนา ก็รักขึ้นมาซะงั้น</p>
<p>แต่ภายในร่างกายนั้นน่ะ มีจิตใจที่ควบคุมมันอยู่ คนนั้นเขาอดทนได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่รู้ ผู้รู้จึงมักพูดกันว่า ดูคนให้ดูตอนลำบาก (เพื่อจะดูความอดทน) อดทนต่อกิเลสตัณหา อดทนต่อความลำบากเป็นต้น *0*</p>
<p>หลายคู่ แต่งกันไปแล้ว เพิ่งมาตาสว่าง ว่าคู่ของตัวนั้นน่ะ แย่เกินจะรับ ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ  ไอ้ตอนที่รักนักรักหนา ก็เพราะไปหลงเชื่อวิธีสร้างภาพ ไม่ทันให้นึกถึงเนื้อใน อันนี้แหละเขาจึงเรียกว่า <strong>&#8220;รักทำให้ใจบอด&#8221;</strong></p>
<h2><span id="more-761"></span>รักแบบเพื่อน</h2>
<p>เพื่อนกัน ผูกพันธ์มานาน ร้ายกันขนาดไหน ก็ยังรักมัน แบบนี้เรียกว่า มหากรุณาน่ะ ไม่ทิ้งกัน อยากให้เพื่อนเขาได้ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี</p>
<p>แต่บางครั้งเพื่อนเราทำผิด *0* เราจะปกป้องเพื่อน ทั้งๆที่มันผิดเหรอ *0* แบบนี้แหละ เขาเรียกว่า รักเพื่อนผิดทาง จนความผิดนั้นน่ะ อาจทำลายทั้งเพื่อน และตัวเราได้ เช่น ถ้าเพื่อนชอบกินเหล้า เรารักเพื่อนมาก ก็ซื้อให้มันกิน แล้วขับรถไปด้วยกัน ด้วยความเมาจึงเกิดอุบัติเหตุ ตายยกรถ เป็นต้น แบบนี้ก็เรียกว่า <strong>รักทำให้ใจบอด</strong></p>
<h2>ยังมีรักแบบอื่นๆอีก</h2>
<p>ยังมีรักอีกหลายๆแบบ เช่น รักแบบลูก รักเพราะสงสาร รักเพราะเขาสอนกันมาว่าต้องรัก ฯลฯ หลายๆกรณี เพราะความรัก ก็ทำให้เราใจบอด ตาบอดได้เหมือนกัน *0*</p>
<p>หลวงพ่อชอบถามเสมอว่า &#8220;<strong>เธอเห็นประโยชน์อะไร</strong>&#8221; คำถามนี้เอาไว้ถามตัวเองบ้างก็ดี</p>
<h2>รักพระเจ้า</h2>
<p>แรงไปหน่อย ความรักพระเจ้าในศาสนาอื่น ถามว่าพระเจ้ามีตัวตนไหม เขาเป็นใคร มีต้นกำเนิดไหม มีคำสอนไหม ทำไมจู่ๆ มาชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ ทำไมต้องรักเขา ทำไมต้องเอาใจเขา พระเจ้าน่าจะเป็นคนประเภทไหน</p>
<p>มนุษย์เองก็มีพลัง ที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ทำไมต้องไปพึ่งพลังของสิ่งอื่นด้วย *0* พูดยังงี้แล้วพี่โตทำบุญทำไม <strong>(บุญเป็นพลังธรรมชาติ ถ้าเรารู้กฏธรรมชาติ ว่าทำบุญแล้วจะเกิดผลของบุญ ไม่ทำก็โง่น่ะสิ เหมือนกฏธรรมชาติที่ว่า ออกแรง ก็ย่อมได้แรง ออกกำลัง ก็ย่อมมีแรง เป็นต้น)</strong> พี่โตกำลังพูดในเรื่องสิ่งที่มัน&#8230;ไม่ใช่กฏธรรมชาติน่ะ กำลังฝืนกฏธรรมชาติอยู่ เช่น หากเราเห็นอกเห็นใจ กันและกัน คนก็ย่อมจะรักเรา เป็นต้น แบบนี้น่ะ</p>
<p><strong>พี่โตอย่ามาว่าพระเจ้าของเค้านะ</strong></p>
<p>ทำไม? ก็เพราะเค้าขออะไรพระเจ้า พระเจ้าก็ให้หมด *0*</p>
<p>ไม่คิดเหรอว่า ที่เราขออะไรแล้วก็ได้ มันเป็นเพราะตัวเองต่างหาก *0*</p>
<p><strong>การจะสมปราถนา ประกอบด้วย 2 อย่าง</strong></p>
<p>1. ใจมีความปราถนา<br />
2. มีพลังเพียงพอ</p>
<p>ความปราถนา มันมีกันทุกคน แต่พลังที่จะทำให้สำเร็จ มันคือบุญนั่นเอง *0* บุญมากก็สำเร็จง่าย บุญไม่มี ก็ยังไม่สำเร็จ สิ่งนี้ไม่ค่อยมีใครรู้หรอก แม้แต่ในชาวพุทธ ก็ยังรู้แบบนี้ไม่กี่คนเอง</p>
<p>ถามว่า สิ่งที่เรารักอยู่เนี่ย มีตัวตนจริงเหรอ และเรารักเพราะสิ่งนั้น ควรแก่การเคารพนับถือ เพราะมีคำสอน หรือว่าเพราะเชื่อตามๆกันมา อันนี้ถามตัวเองดูนะฮะ</p>
<p>ส่วนพี่โต รักวัดพระธรรมกาย รักหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อมีคำสอน มีหลักในการใช้ชีวิต ซึ่งพี่โต ไปจับผิดหลวงพ่อมาหมดแล้วล่ะ จนหมดสงสัย ก็เลยยอมรับ ว่าหลวงพ่อท่านเจ๋งจริงๆ แต่สำหรับคนอื่นๆ ความพยายามอาจจะไม่เท่าผม ก็เชื่อตามผมเลยก็ได้ ง่ายดีนะฮะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lordbsd.net/post/love_make_blind/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	<img style='margin:0;padding:0;border:0;' width='1px' height='1px' src="http://www.lordbsd.net/wp-content/plugins/mystat/mystat.php?act=time_load&id=170040&rnd=1783125667" /></channel>
</rss>
